เทียบราคาค่าทนายความคดีอาญาในแต่ละชั้นศาลอย่างละเอียด
ค่าทนายความคดีอาญาไม่ได้มีราคาเดียวทั้งประเทศ
คำถามที่ลูกความถามบ่อยที่สุดในห้องรับรองของสำนักงานทนายความไม่ใช่ "คดีจะชนะไหม" แต่เป็น "ทนายคิดเท่าไหร่" คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ขึ้นอยู่กับชั้นศาล ประเภทความผิด และระยะเวลาที่ต้องสู้คดี คดีลักทรัพย์เล็กน้อยในศาลชั้นต้นอาจเริ่มที่ 30,000–50,000 บาทต่อชั้น แต่คดีอาญาที่มีผู้ต้องหาหลายคน พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือคดีที่ต้องยื่นประกันตัวกลางดึก ราคาจะขยับขึ้นเป็นสองเท่าหรือมากกว่า
สิ่งที่ลูกความควรรู้คือ ค่าทนายความในคดีอาญาแบ่งได้เป็นสองก้อนใหญ่ ก้อนแรกคือค่าจ้างว่าความรายชั้นศาล ได้แก่ ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา ซึ่งแต่ละชั้นมีค่าตอบแทนต่างกันชัดเจน ก้อนที่สองคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าพยาน ค่าเดินทางไปเยี่ยมลูกความในเรือนจำ และค่าใช้จ่ายในการขอประกันตัว ทนายที่ดีจะแจกแจงสองก้อนนี้แยกกันในสัญญาจ้าง ไม่ใช่รวมเป็นตัวเลขเดียวแล้วบอกว่า "ครอบคลุมทุกอย่าง"
ทำไมคดีที่ดูง่ายจึงมีราคาสูงกว่าที่คิด
ยกตัวอย่างคดีที่ลูกค้าเจ้าของร้านอาหารในเชียงใหม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานฉ้อโกง ตัวเลขความเสียหายเพียง 80,000 บาท แต่คดีลากยาวเกือบปีเพราะต้องไกล่เกลี่ยหลายรอบและมีพยานเอกสารจำนวนมาก ค่าทนายความจึงไม่ได้ขึ้นกับยอดเงินที่ถูกกล่าวหาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับจำนวนนัด ระยะเวลา และภาระงานเอกสารที่ทนายต้องรับผิดชอบ
อีกปัจจัยที่คนมักมองข้ามคือ ชั้นศาลที่ต้องใช้ทนาย ซึ่งในคดีอาญาบางประเภทศาลกำหนดให้จำเลยต้องมีทนายความช่วยเหลือตามกฎหมาย หากจำเลยไม่มีเงินจ้าง ศาลจะแต่งตั้งทนายความขอแรงให้ ซึ่งเป็นคนละกลไกกับทนายความที่จ้างเอง และคุณภาพการเตรียมสำนวนย่อมต่างกันตามภาระงานของแต่ละคน
ตรวจสอบใบอนุญาตก่อนจ่ายเงินก้อนแรก
ก่อนเซ็นสัญญาใด ๆ ควรขอเลขทะเบียนใบอนุญาตว่าความและตรวจสอบกับสภาทนายความแห่งประเทศไทย ซึ่งมีระบบค้นหาข้อมูลทนายความให้ประชาชนตรวจสอบได้ หากไม่แน่ใจว่าทนายที่คุยด้วยมีสิทธิว่าความในศาลชั้นใด ควรถามตรง ๆ และขอให้ระบุในสัญญา ปัญหาที่พบบ่อยคือ มีผู้แนะนำตัวว่าเป็น "ทนาย" แต่実際เป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายที่ไม่มีใบอนุญาต ทำให้เมื่อถึงวันนัดศาลกลับว่าความแทนไม่ได้
นอกจากนี้ ควรถามให้ชัดว่าทนายจะไปศาลเองทุกนัดหรือจะส่งผู้ช่วยไปแทน เพราะหลายสำนักงานคิดราคาตามการที่หุ้นส่วนเป็นผู้ว่าความ ส่วนกรณีที่ต้อง แจ้งข้อกล่าวหาบุคคล ต่อพนักงานสอบสวน การมีทนายไปด้วยตั้งแต่ชั้นสอบสวนช่วยลดความเสี่ยงในการให้การที่อาจเป็นโทษแก่ตัวเองในภายหลังได้มาก และค่านัดสอบปากคำมักคิดแยกจากค่าว่าความในศาล
สัญญาจ้างควรมีอะไรบ้าง
สัญญาที่ดีต้องระบุขอบเขตงานเป็นรายชั้นศาล ระบุจำนวนนัดที่รวมอยู่ในราคา ระบุวิธีคิดค่าใช้จ่ายเมื่อคดีลากยาวเกินกำหนด และระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสารสำนวน และค่าธรรมเนียมการยื่นประกัน
หากเป็นคดีที่ต้องยื่นขอประกันตัวนอกเวลาราชการ ควรถามล่วงหน้าว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่ เพราะขั้นตอนนี้ใช้เวลาและต้องเตรียมหลักทรัพย์กับคำร้องให้ครบถ้วน การพลาดรายละเอียดเพียง пункเดียวอาจทำให้ต้องนอนคุกคืนนั้นและเสียค่าทนายเพิ่มในวันรุ่งขึ้น
ช่วงราคาที่พบได้จริง และการต่อรองอย่างมีเหตุผล
ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คดีอาญาทั่วไปที่สู้ในศาลชั้นต้นโดยไม่มีผู้เสียหายหลายราย มีช่วงราคาเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาทไปจนถึง 150,000 บาทต่อชั้น ส่วนคดีที่มีความซับซ้อนสูง เช่น คดียาเสพติดปริมาณมาก คดีเศรษฐกิจ หรือคดีที่ต้องสู้ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ราคาอาจเริ่มที่ 200,000 บาทขึ้นไป ต่างจังหวัดราคามักต่ำกว่าเล็กน้อย แต่ต้องบวกค่าเดินทางและค่าที่พักของทนายเข้าไปด้วย
การต่อรองที่ฉลาดคือการต่อรองขอบเขตงาน ไม่ใช่ต่อรองจนทนายไม่มีเวลาเตรียมสำนวน เช่น ขอแบ่งจ่ายเป็นงวดตามขั้นตอนคดี หรือขอให้รวมค่าว่าความชั้นต้นกับการยื่นคำร้องขอประกันตัวในราคาเดียว สิ่งที่ไม่ควรทำคือเลือกทนายเพราะถูกที่สุดโดยไม่ถามประสบการณ์ในคดีประเภทเดียวกัน เพราะคดีอาญาแต่ละฐานมีเทคนิคต่างกันมาก
ความผิดพลาดที่ทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการจ่ายเงินสดโดยไม่มีสัญญาและไม่มีใบเสร็จ เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องขอบเขตงานจะเรียกร้องอะไรได้ยาก ข้อผิดพลาดที่สองคือการเปลี่ยนทนายกลางคันโดยไม่ตรวจสอบว่าสำนวนที่ยื่นไปแล้วมีอะไรบ้าง ทำให้ทนายใหม่ต้องเริ่มอ่านและอาจต้องยื่นคำร้องเพิ่ม ค่าใช้จ่ายจึงบานปลาย
ข้อผิดพลาดที่สามคือการไม่ถามว่าค่าจ้างครอบคลุมการอุทธรณ์หรือไม่ หลายคนเข้าใจว่าราคาที่จ่ายไปแล้วใช้ได้จนคดีถึงที่สุด ความจริงคือสัญญาส่วนใหญ่คิดแยกรายชั้นศาล การวางแผนการเงินตั้งแต่ต้นจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกทนาย
คดีที่ต้องใช้ทนายเฉพาะทาง และวิธีประเมินความคุ้มค่า
คดีอาญาบางประเภท เช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเยาวชน ต้องอาศัยทนายที่มีประสบการณ์เฉพาะทางด้านกฎหมาย juvenile และเข้าใจขั้นตอนของศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งมีกระบวนการแตกต่างจากศาลอาญาทั่วไป การจ้างทนายที่รับงานทุกประเภทในราคาถูกอาจไม่คุ้มเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
วิธีประเมินความคุ้มค่าง่าย ๆ คือถามทนายว่าคดีลักษณะเดียวกันเคยทำมากี่คดี ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และมีแนวทางการต่อสู้เบื้องต้นอย่างไร หากทนายตอบได้อย่างเป็นระบบและอ้างอิงกฎหมายมาตราได้ชัดเจน นั่นคือสัญญาณที่ดีกว่าการรับปากว่าจะชนะแน่นอน เพราะไม่มีทนายมืออาชีพคนใดรับประกันผลคดีได้
สุดท้าย ควรขอสำเนาสำนวนหรืออย่างน้อยรายการเอกสารที่ทนายยื่นต่อศาลเก็บไว้เองทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ และเมื่อใดที่รู้สึกว่าข้อมูลไม่ชัดเจน การขอคำอธิบายเพิ่มก่อนจ่ายงวดถัดไปคือสิทธิที่ลูกความทุกคนมี
